ปัญหาสุขภาพจากการใช้ สมาร์ทโฟน และวิธีการแก้ไข

ปัญหาสุขภาพจากการใช้ สมาร์ทโฟน และวิธีการแก้ไข ผลเสียต่อสุขภาพจากการใช้มือถือเป็นเวลานาน
-ใช้มือถืออย่างไรให้ปลอดภัย ห่างไกลอันตราย

ปัจจุบันนี้สมาร์ทโฟนกลายเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักเห็นผู้คนก้มหน้า ก้มตา เล่นมือถือกันไปหมด ไม่ว่าจะวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุ เมื่อเราต้องพิมพ์ จ้อง เลื่อนดูภาพไปมาตลอดเวลา ไม่เว้นแม้แต่ช่วงเวลาก่อนเข้านอน เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่า พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลเสียอย่างไรต่อสุขภาพบ้าง และคุณกำลังประสบปัญหาด้านสุขภาพดังต่อไปนี้หรือเปล่า ตามไปดูกันค่ะ

สุขภาพมือถือ

ผลเสียที่เกิดขึ้นต่อสุขภาพ
อารมณ์
เทคโนโลยีทำให้การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างลดน้อยลง เข้าสังคมน้อยลง ทำให้เกิดสภาวะอารมณ์เชิงลบ เนื่องจากขาดการเชื่อมโยงด้านความรู้สึกกับบุคคลอื่น

เพิ่มระดับความเครียด
เนื่องจากขาดการปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง ทำให้ไม่ได้ระบายความเครียดในชีวิตประจำวัน หรือไม่มีคนปรึกษาเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวในสังคม ส่งผลเสียให้มีความเครียดสะสมในระยะยาวได้นั่นเองค่ะ

เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรค
เนื่องจากมือถือเป็นสิ่งที่เราจับบ่อยที่สุด ทำให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและแบคทีเรีย ทั้งบนหน้าจอ แป้นพิมพ์ มีคราบเหงื่อ คราบน้ำมันจากผิวหนัง ฝุ่นละอองต่างๆ สะสมเป็นเวลานาน เมื่อใช้มือถือในระยะยาวโดยไม่ทำความสะอาด จึงส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่น สิว เป็นต้น

สัญญาณอันตราย ถึงเวลาต้องวางสมาร์ทโฟนแล้ว
1.สายตาของคุณเริ่มเบลอ
จากการศึกษาใน ปี 2011 พบว่า มากกว่า 90% ของคนที่จ้องหน้าจอโทรศัพท์สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต มากกว่า 2 ชั่วโมง จะเกิดปัญหาด้านสายตา เช่น สายตาเบลอ พล่ามัว ตาแห้ง ฯลฯ รุนแรงถึงขั้นจอประสาทตาเสื่อม และอาจตาบอดไปในที่สุด

2.ปวดตา ปวดศีรษะ
นอกจากจะทำให้เกิดปัญหากับสุขภาพสายตาแล้ว ยังเป็นสาเหตุทำให้ปวดหัว และเกิดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย ซึ่งการจ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ทำให้มีผลกระทบต่อสมอง โดยการศึกษาพบว่า สมาร์ทโฟนเป็นสาเหตุของการเกิดภาวะสมองเสื่อม ส่งผลต่อการรับรู้ของสมอง และความทรงจำระยะสั้น

3.นอนไม่เต็มอิ่ม
การใช้เวลาอยู่กับสมาร์ทโฟนก่อนนอนเป็นเวลานาน จะทำให้คุณหลับยากยิ่งขึ้น และมีอาการหลับๆ ตื่นๆ อยู่ตลอดเวลา นี่ยังไม่นับรวมกับการที่คุณต้องเช็คการแจ้งเตือนทุกครั้งก่อนหลับตานอน เพราะนั่นจะทำให้คุณพักผ่อนอย่างไม่ต่อเนื่อง ทางที่ดีควรปิดโทรศัพท์ และวางมันให้ห่างตัวก่อนนอนทุกครั้ง หรือเลิกเล่นก่อนนอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ค่ะ

4.สบตาคนผู้อื่นน้อยลง
จากการศึกษาพบว่า โดยปกติแล้วเมื่อคนพูดคุยกันจะเกิดการสบตากันอย่างน้อย 30-60% ของบทสนทนาทั่วไป และสายตาเป็นตัวช่วยในการสื่อสารทางอารมณ์ถึง 60-70% ดังนั้น ถ้าคุณรู้สึกว่าอยากจ้องหน้าจอมากกว่าสบตามองคนอื่น นั่นแสดงว่า ถึงเวลาแล้วที่คุณควรจะเลิกเล่นโทรศัพท์

5.บ่นทุกอย่างลงโซเชียล
หากคุณพบเจอเรื่องอะไรก็ตามในแต่ละวัน และเลือกที่จะแสดงความรู้สึกนึกคิดทุกอย่างลงโซเชียล มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังติดสมาร์ทโฟนอย่างหนัก ซึ่งการแชร์ความรู้สึกทุกอย่างลงโซเชียลโดยไม่ไตรตรอง ส่งผลถึงภาพลักษณ์ของคุณโดยตรงค่ะ

6.ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
เราคงเคยได้ยินข่าวคนประสบอุบัติเหตุบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต จากการที่ก้มหน้าเล่นสมาร์ทโฟนใช่ไหมคะ นั่นเกิดจากการติดมือถือมากเกินไปจนไม่ระมัดระวังสิ่งรอบตัว ไม่ใช่เพียงเราคนเดียวที่จะเดือดร้อน แต่ครอบครัว และคนรอบข้างอาจได้รับผลตามไปด้วย จากพฤติกรรมที่ไม่ดีแบบนี้ค่ะ

7.บุคลิกภาพแย่ลง
การก้มหน้าใช้งานมือถือในอิริยาบถเดิมนานๆ จะส่งผลให้กระดูกหลัง และคอเปลี่ยนรูป ตามมาด้วยกล้ามเนื้ออักเสบรุนแรง บุคลิกภาพดูไม่สง่าเช่นเดิม

ใช้มือถืออย่างไรให้ปลอดภัย

1.ควรกำหนดระยะเวลาการใช้งานมือถือในแต่ละวันให้ชัดเจน หรือพัก 20 นาที ทุก 1 ชั่วโมง

2.หันมาคุยกับคนรอบข้างบ้าง เพื่อสร้างความสัมพันธ์และมิตรภาพที่ดีต่อกัน เชื่อสิว่าการคุยแบบเห็นหน้ากันมีความสุขกว่าเยอะ

3.การใช้อุปกรณ์หูฟังขณะโทรศัพท์ จะทำให้สมองจะได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าน้อยลง หากใครชอบสนทนาโทรศัพท์นาน แนะนำว่าควรมีหูฟังไว้สักชิ้นค่ะ

4.ขณะมีสายเรียกเข้า ควรกดรับสายให้ห่างจากตัว และเว้นระยะก่อนนำโทรศัพท์ขึ้นมาแนบหู เพื่อช่วยลดพลังของคลื่นแม่เหล็กจากโทรศัพท์

5.หลีกเลี่ยงการใช้งานโทรศัพท์ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ เพราะเด็กวัยนี้ยังไม่สามารถควบคุมการใช้โทรศัพท์ได้ดีเท่าที่ควร

6.หลีกเลี่ยงการใช้งานโทรศัพท์ขณะขับรถ เพราะจะทำให้ขาดสมาธิ และก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ค่ะ

7.ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะเติมน้ำมันรถ เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ได้

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวดีๆ ที่เรานำมาฝากนะคะ การใช้มือถือ หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี เราควรใช้อย่างเหมาะสมจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด หากหมกมุ่นมากเกินไปอาจเกิดผลกระทบที่อันตรายตามมาโดยไม่คาดคิด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังแสวงหาตัวตน ควรใช้เวลาอยู่กับการทำกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตประจำวัน มากกว่าการอยู่กับเทคโนโลยี ควรแบ่งเวลาให้เหมาะสม และผู้ปกครองควรให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด