ไม่ควรรับไขมันทรานส์เกิน 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค

ชี้ “โดนัททอด” พบไขมันทรานส์ 3 กรัมต่อหน่วยฯ ทั้งที่แต่ละวันไม่ควรรับเกิน 0.5 กรัมต่อหน่วย อย.เร่งออกประกาศห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย น้ำมันและอาหารที่ผ่านการเติมไฮโดรเจนบางส่วน เผยผ่านการประชาพิจารณ์แล้ว ศ.วิสิฐ จะวะสิต อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในการประชุม “ประเทศไทยปลอดไขมันทรานส์” ว่า ไขมันทรานส์เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่มีโครงสร้างทางเคมีแตกต่างไปจากเดิม

เกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติและด้านอุตสาหกรรมอาหารที่มีการเติมไฮโดรเจนลงในกรดไขมันไม่อิ่มตัว เพื่อเปลี่ยนสภาพของเหลวของน้ำมันให้แข็งขึ้น หรือมีสภาพกึ่งแข็งกึ่งเหลว ซึ่งผลการตรวจสอบปริมาณกรดไขมันทรานส์ในอาหาร ทั้งโดนัททอด พาย ชีส ฯลฯ โดยโดนัททอด พบไขมันทรานส์อยู่ประมาณ 3 กรัมต่อหน่วยบริโภค รองลงมา คือ พัฟฟ์และเพสตรี ประมาณ 2 กรัมต่อหน่วยบริโภค ซึ่งจริงๆ บริษัทแฟรนไชส์หลายแห่งไม่พบการปนเปื้อนกรดไขมันทรานส์ เพราะมีการปรับปรุงกระบวนการผลิต การกินอาหารที่มีไขมันทรานส์จะก่อให้เกิดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มร้อยละ 23 ซึ่งข้อแนะนำคือ ไม่ควรกินอาหารที่มีไขมันทรานส์เกินร้อยละ 1 ของพลังงาน ซึ่งพลังงานเฉลี่ยที่ควรได้รับอยู่ที่ 2,000 กิโลแคลอรีต่อวันในเพศชาย ก็ควรรับอาหารที่มีไขมันทรานส์ไม่ควรเกิน 2.2 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็น 0.5 กรัมต่อหน่วยบริโภค น.ส.มยุรี ดิษย์เมธาโรจน์ นักวิชาการอาหารและยาชำนาญการ สำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.ได้ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่… พ.ศ. … เรื่องกำหนดอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย เนื้อหาสาระจะควบคุมการผลิตอาหารที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ที่ก่อให้เกิดกรดไขมันทรานส์ ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคหนึ่ง และมาตรา 6 (8) แห่ง พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้ 1.ให้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนและอาหารที่มีน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนเป็นส่วนประกอบ เป็นอาหารที่ห้ามผลิต นำเข้าหรือจำหน่าย และ 2. ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะนี้ได้ผ่านการประชาพิจารณาแล้ว จากนั้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการอาหาร และเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เบื้องต้นคาดว่ากระบวนการต่างๆน่าแล้วเสร็จประมาณเดือนมิถุนายน ซึ่งหากประกาศในราชกิจจาฯ ตามกำหนดจะมีผลในอีก 1 ปี แต่ความเป็นจริงหากนับเวลาตั้งแต่เดือนมิถุนายนก็จะทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวไป 1 ปีครึ่ง นอกจากนี้ อย.กำลังปรับปรุงฉลากโภชนาการด้วย ซึ่งเดิมจะระบุแค่พลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม แต่อันใหม่จะมีไขมันทรานส์ด้วยเช่นกัน. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth